ไม้ดอกไม้ประดับ

พันธุ์ไม้ดอกไม้ประดับ


ค้นพบพันธุ์ไม้ดอกไม้ประดับที่น่าสนใจจากศูนย์


26 กันยายน 2568
ทานตะวัน
ชื่อสามัญ : Sunflower ชื่อวิทยาศาสตร์ : Helianthus annuus L. ชื่อวงศ์ : ASTERACEAE ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้ล้มลุกอายุสั้น สูงประมาณ 2 เมตร ลำต้นตรง กลวง มีขนสาก ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปไข่ ปลายแหลม โคนมนป้านหรือรูปหัวใจ ขอบจักฟันเลื่อย แผ่นใบสีเขียว มีขนสาก ก้านใบเป็นร่องตื้น สีเขียวอมแดง ดอกเป็นช่อแบบช่อกระจุกแน่น ออกตามยอดหรือซอกใบบริเวณยอด เส้นผ่านศูนย์กลางดอก 5-30 เซนติเมตร กลีบเลี้ยงรูปรีถึงรูปเกือบกลม ปลายเรียวแหลม สีเขียว มีขนสาก เรียงซ้อนกันจำนวนมาก ดอกวงนอกรูปรี ปลายกลีบแหลม สีเหลืองสด ดอกวงในสีน้ำตาลเข้ม เรียงซ้อนกันหลายชั้น ผลแห้ง รูปรีและแบนนูน ด้านหนึ่งมน อีกด้านหนึ่งแหลม มีจำนวนมากอยู่ตรงฐานดอก เปลือกหุ้มผลแข็ง สีเทาเข้มหรือสีดำและเป็นลาย ภายในผลมีเมล็ดสีเหลืองอ่อน 1 เมล็ด รูปรียาว การนำไปใช้ประโยชน์ : น้ำมันจากดอกทานตะวันหรือเมล็ดทานตะวันยังอุดมด้วยวิตามินที่จำเป็นอยู่ครบ จึงนิยมนำมาใช้เป็นส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับอาหาร เช่น เนยเทียม นมไม่มีไขมัน ฯลฯ และในเครื่องสำอาง เช่น ครีมบำรุงผิว ยาสระผมและครีมนวดผม ฯลฯ สรรพคุณ : ดอกทานตะวันเป็นแหล่งของน้ำมันคุณภาพดี ที่เมื่อนำมาใช้ปรุงอาหารกินแล้วไม่มีโทษต่อร่างกาย เพราะน้ำมันที่สกัดมาจากดอกทานตะวันเป็นน้ำมันไม่อิ่มตัวสูงซึ่งจะช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล ป้องกันการเกิดโรคไขมันอุดตันในเส้นเลือด โรคหลอดเลือดหัวใจได้เป็นอย่างดี การขยายพันธุ์ : เพาะเมล็ด
26 กันยายน 2568
บีโกเนีย
ชื่อสามัญ : Begonia ชื่อวิทยาศาสตร์ : Begonia spp. & hybrid ชื่อวงศ์ : BEGONIACEAE ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้ล้มลุก อายุหลายปี ลำต้นมีเหง้าอยู่ใต้ดิน ทรงพุ่มสูง 15-45 เซนติเมตร ใบเดี่ยว เรียงเวียนสลับ รูปกลม รูปหัวใจถึงรูปไข่ ปลายใบแหลมถึงเรียวแหลม โคนใบเบี้ยว รูปร่าง ขนาด และสีสันแตกต่างกันในแต่ละสายพันธุ์ ดอกเป็นช่อกระจะออกที่ซอกใบ ดอกแยกเพศอยู่ร่วมต้น ดอกเพศเมียมีรังไข่ที่โป่งออกและมี 3 ปี บานทนกว่าดอกเพศผู้ เกสรเพศผู้เห็นเด่นชัด เมล็ดมีขนาดเล็กคล้ายฝุ่น การนำไปใช้ประโยชน์ : ดอกบีโกเนียเป็นดอกไม้กินได้ ให้รสเปรี้ยวอ่อน ๆ สามารถนำมาทานคู่กับผักสลัดได้ หรือเป็นวัตถุดิบในการทำน้ำพริก นอกจากนี้ ดอกบีโกเนียยังสามารถนำไปสกัดเป็นเครื่องดื่ม เพื่อเพิ่มความสดชื่น และสามารถช่วยผ่อนคลายได้อีกด้วย สรรพคุณ : ช่วยลดกรดในกระเพาะอาหาร การขยายพันธุ์ : ปักชำใบและลำต้น แยกหัว และเพาะเมล็ด
26 กันยายน 2568
ผีเสื้อ
ชื่อสามัญ : Chinese Pink/Indian Pink ชื่อวิทยาศาสตร์ : Dianthus chinensis L. ชื่อวงศ์ : CARYOPHYLLACEAE ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้ดอกอายุสั้นหรือ 2 ปี ใบรูปแถบเรียวยาว ปลายใบแหลม โคนใบสอบ ขอบใบเรียบ ใบสีเขียวอมเทา ก้านใบสั้น ดอกออกเป็นช่อที่ซอกใบและปลายยอด ช่อละ 5 – 10 ดอก มีทั้งดอกชั้นเดียวและดอกซ้อน ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางดอก 3 – 5 เซนติเมตร กลีบดอกรูปไข่กลับ ปลายกลีบหยักเป็นแฉกลึก สีขาว ชมพู แดง ม่วง และหลายสีในดอกเดียวกัน พันธุ์ดอกชั้นเดียวออกดอกดกกว่าพันธุ์ดอกซ้อน การนำไปใช้ประโยชน์ : กลีบดอกผีเสื้อ สามารถทานพร้อมกับอาหารได้โดยไม่เสียรสชาติ สรรพคุณ : มีสรรพคุณทางยาที่ใช้เป็นยาขับปัสสาวะ รักษานิ่วในทางเดินปัสสาวะ แก้ร้อนใน การขยายพันธุ์ : เพาะเมล็ด
26 กันยายน 2568
พวงชมพู
ชื่อสามัญ : Chain of Love/Confederate Vine/Coral Vine/Hearts on a Chain/Honolulu Creeper/Mexican Creeper/Mountain Rose/Pink Vine ชื่อวิทยาศาสตร์ : Antigonon leptopus Hook. & Arn. ชื่อวงศ์ : Polygonaceae ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : เป็นประเภทไม้เลื้อยขนาดกลาง อายุหลายปี เลื้อยได้ไกล 5 – 12 เมตร ใบมีลักษณะคล้ายรูปหัวใจ ปลายใบเรียวแหลม โคนใบเว้ารูปหัวใจ ขอบใบเรียบ แผ่นใบบางคล้ายกระดาษ มีมือพันที่ปลายยอดและซอกใบ ดอกออกเป็นช่อกระจุกที่ซอกใบและปลายยอด ดอกย่อยมีจำนวนมาก กลีบดอกสีขาวหรือชมพู โคนกลีบเชื่อมติดกัน ออกดอกตลอดปี แต่ดอกจะดกในฤดูร้อน มีผลคล้ายรูปหัวใจ สีน้ำตาล การนำไปใช้ประโยชน์ : มีการนำยอดอ่อนและช่อดอกมาลวกหรือชุบแป้งทอดเพื่อรับประทานได้ สรรพคุณ : มีสรรพคุณทางยาที่ช่วยในการนอนหลับ ซึ่งส่วนสำคัญในการรักษาคือรากและเถาของพวงชมพู ถือเป็นต้นที่คู่ควรแก่การปลูกไว้ในบ้านเพื่อประดับหรือนำมาปรุงยาเพื่อการนอนหลับที่ดีขึ้นได้ด้วย  การขยายพันธุ์ : เพาะเมล็ด และปักชำกิ่ง
26 กันยายน 2568
หน้าแมว
ชื่อสามัญ : Pansy/Love-in-idleness/Stepmother’s Flower ชื่อวิทยาศาสตร์ : Viola tricolor L. and hybrids ชื่อวงศ์ : VIOLACEAE ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้ดอกอายุสั้น ความสูง 15 – 30 เซนติเมตร ใบรูปใบหอกแกมรูปรี ขอบหยักมน ใบสีเขียวเข้ม ดอกออกที่ซอกใบ 1-2 ดอก เส้นผ่านศูนย์กลางดอก 5-8 เซนติเมตร ดอกชั้นเดียว กลีบดอก 5 กลีบ กลีบบน 2 กลีบมักมีสีพื้นสีเดียว กลีบล่าง 3 กลีบมักแต้มกลางกลีบเป็นสีเข้ม กลีบดอกมีสีขาว เหลือง ชมพู ม่วง แดง ดำ และหลายสีในดอกเดียวกัน การนำไปใช้ประโยชน์ : มีสีสันสวยงามสามารถรับประทานได้และมีรสหวานอมเปรี้ยวเล็กน้อย คุณสามารถใช้พวกมันในสลัด แพนเค้ก ซุปและเนื้อ นำมาตกแต่งอาหารจาน ขนมหวานหรือเครื่องดื่ม สรรพคุณ : ดอกแพนซี ช่วยรักษาแผลพุพอง รักษาอาการท้องร่วง รักษาโรคทางเดินปัสสาวะ ไข้หวัด รักษาอาการความดันโลหิตสูง การขยายพันธุ์ : เพาะเมล็ด
26 กันยายน 2568
เฟื่องฟ้า
ชื่อสามัญ : Paper Flower ชื่อวิทยาศาสตร์ : Bougainvillea spp.and hybrid ชื่อวงศ์ : NYCTAGINACEAE ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้พุ่มกึ่งเลื้อยขนาดใหญ่ อายุหลายปี ลำต้นยอดเลื้อยพาดได้ไกล 5 – 10 เมตร ใบออกเวียนสลับรูปรีหรือรูปไข่ กว้าง 3 – 6 เซนติเมตร ยาว 4 – 8 เซนติเมตร ปลายใบแหลม โคนใบมน ขอบใบเรียบ แผ่นใบหนาคล้ายแผ่นหนัง สีเขียว ก้านใบยาว 1 – 2 เซนติเมตร มีหนามบริเวณโคนก้านใบ ดอกออกเป็นช่อกระจุกตามซอกใบและปลายยอด ดอกย่อย 8 – 20 ดอก กลีบประดับรูปไข่ 3 กลีบขึ้นไป ซ้อนกันเป็นรูปถ้วย ปลายแหลม มีหลายสีสวยงาม โคนกลีบรวมเชื่อมติดกันเป็นหลอด ปลายแผ่แบน สีขาวครีม ออกดอกตลอดปี ดอกดกช่วงเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม การนำไปใช้ประโยชน์ : เฟื่องฟ้า เป็นดอกไม้กินได้ ที่มีรสค่อนข้างฝาด การทานดอกเฟื่องฟ้าจึงมักนำมาชุบแป้งทอด ทานคู่กับน้ำจิ้มเพิ่มรสชาติให้ดีขึ้น สรรพคุณ : สามารถช่วยบำรุงหัวใจ ระบบขับถ่าย และยังเป็นยา ช่วยแกปัญหาประจำเดือนมาไม่ปกติ ทำให้เลือดสามารถไหลเวียนได้ดี การขยายพันธุ์ : เพาะเมล็ด ปักชำกิ่ง และตอนกิ่ง
26 กันยายน 2568
มะลิลา
ชื่อสามัญ : Jasmine ชื่อวิทยาศาสตร์ : Jasminum sambac (L.) Ait. ชื่อวงศ์ : OLEACEAE ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้พุ่มกึ่งเลื้อย ความสูง 1-2 เมตร ลำต้นตั้งขึ้นและทอดเอน แตกกิ่งก้านมาก ใบเดี่ยว อยู่รวมกันเป็นกลุ่ม 2-3 ใบ ใบรูปไข่ รูปไข่กลับ หรือแกมรูปรี สีเขียวเป็นมันดอกออกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง กลีบเลี้ยงมีลักษณะเป็นเส้นสีเขียว โคนกลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอด ปลายแยก 5 กลีบ สีขาว ดอกทยอยบาน โดยเริ่มจากดอกที่อยู่ตรงกลางช่อ ดอกเริ่มบานแล้วส่งกลิ่นหอมแรงในตอนกลางคืน แล้วโรยในบ่ายวันถัดไป ออกดอกตลอดปี แต่จะดกในช่วงฤดูร้อนและฤดูฝน การนำไปใช้ประโยชน์ : ใช้ดอกมะลิ ให้เป็นดอกไม้ของวันแม่แห่งชาติ เพราะมีกลิ่นหอม และยังมีสีขาวบริสุทธิ์ ใช่ทำเป็นพวงมาลัยไหว้พระ รวมถึงใช้ในอุตสาหกรรมน้ำมันหอมระเหย และใช้แต่งกลิ่นใบชา, ใช้อบขนมต่างๆ เพื่อเพิ่มกลิ่นหอม ในทางสุคนธบำบัด (Aromatherapy) หรือ การบำบัดโดยการใช้กลิ่นหอม จะใช้น้ำมันหอมระเหยของดอกมะลิ ในการกระตุ้นระบบประสาทสำหรับผู้ที่มีภาวะอ่อนล้าทางจิตใจ เฉื่อยชา อ่อนเพลีย ง่วง ช่วยปรับอารมณ์ และสภาพสมดุลของจิตใจให้ดีขึ้น หรือ จะใช้ปลูกเป็นไม้ประดับทั่วไปที่ให้นั้นหอม สามารถออกดอกได้ตลอดทั้งปี และเป็นพันธุ์ไม้หอมที่ปลูกได้ง่าย เมื่อดื่มน้ำลอยดอกมะลิให้ความรู้สึกสดชื่นอีกด้วย ในปัจจุบันน้ำมันหอมระเหยจากดอกมะลิ ซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็น King of essential oils (ส่วนกุหลาบเป็น Queen of essential oils) จัดว่าเป็นน้ำมันหอมระเหยที่มีราคาแพงที่สุด นำมาใช้แต่งกลิ่นน้ำหอม เป็นส่วนประกอบของเครื่องสำอางต่างๆ ใช้ในธุรกิจสปา และใช้เพื่อสุคนธบำบัด   สรรพคุณ : ใช้บำรุงหัวใจ ดับพิษร้อน ถอนพิษไข้ แก้ร้อนใน กระหายน้ำ แก้เจ็บตา เนื่องจากมีรสฝาดสมาน จึงช่วยสมานท้อง แก้บิด แก้ปวดท้อง การขยายพันธุ์ : ปักชำและตอนกิ่ง
26 กันยายน 2568
ลาเวนเดอร์
ชื่อสามัญ : Lavender ชื่อวิทยาศาสตร์ : Lavandula angustifolia Mill. & hybrid ชื่อวงศ์ : Lamiaceae ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้ดอกอายุหลายปี ลำต้นเป็นพุ่มสูง 1-2 เมตร ทุกส่วนมีขนปกคลุมและมีกลิ่นหอม ใบรูปใบหอกถึงรูปขอบขนาน ขอบใบหยักฟันเลื่อย สีเขียวเหลือบเงิน ช่อดอกเป็นช่อเชิงลดออกที่ปลายยอด ยาว 2-8 เซนติเมตร มีใบประดับขนาดใหญ่รองรับดอกย่อยซึ่งอยู่ภายใน ดอกสีม่วง โคนกลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอดเล็กยาวประมาณ 1เซนติเมตร ออกดอกฤดูหนาว การนำไปใช้ประโยชน์ : ดอกลาเวนเดอร์ นอกจากสกัดให้ได้กลิ่นหอม ผ่อนคลายร่างกายและจิตใจ บรรเทาแผลจากแมลงกัดแล้ว ยังใช้ปรุงอาหารหรือทำเบเกอรี่เพิ่มความหอม ตากแห้งชงเป็นชา ช่วยผ่อนคลายให้นอนหลับสบาย สรรพคุณ : ช่วยลดอาการ ท้องอืด ขับลมได้เป็นอย่างดี ช่วยให้ผ่อนคลาย นอนหลับได้ง่ายขึ้น บรรเทาอากาศปวดศีรษะ ลดการนอนกรน น้ำมันดอกลาเวนเดอร์ช่วยให้ผิวหนังชุ่มชื่น ลดกลิ่นตัว รักษาผิวหนังที่อักเสบ ช่วยบรรเทาอาการแสบ คัน จากแมลง สัตว์ กัดต่อย การขยายพันธุ์ : เพาะเมล็ดหรือปักชำกิ่ง
26 กันยายน 2568
ลีลาวดี
ชื่อสามัญ : Frangipani , Pagoda tree, Temple tree ชื่อวิทยาศาสตร์ : Plumeria spp. ชื่อวงศ์ : APOCYNACEAE   ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้ยืน ลำต้นสีเทา ผิวลำต้นตะปุ่มตะป่ำ ใบเดี่ยว การเรียงของใบร่างแหแบบขนนก ใบรูปใบหอก ขอบใบเรียบ ด้านบนแผ่นใบเกลี้ยง ใบด้านบนสีเขียวเข้ม ท้องใบสีเขียว ใบอ่อนสีเขียวอ่อน ใบแก่สีเขียวเข้ม ใบกว้างประมาณ 8-10 เซนติเมตร ยาวประมาณ 20-25 เซนติเมตร ดอกช่อแยกแขนง กลีบอกในตาดอกเรียงซ้อนเหลื่อมกัน ดอกสมมาตรด้านข้าง วงกลีบดอกเชื่อมติดกันแบบดอกเข็ม กลีบดอกสีขาวเหลือง กลีบดอก 5 กลีบ การนำไปใช้ประโยชน์ : ดอกลั่นทมเป็นดอกไม้กินได้ แต่กินได้เฉพาะสายพันธุ์ขาวพวง โดยใช้ดอกที่ร่วงจากต้นแล้วจะดีที่สุด หากเก็บดอกจากต้นสดๆ ต้องนำมาห่อใบตองทิ้งไว้ 1 คืนก่อน จากนั้นตัดปลายก้านดอกแต่ละดอก แล้วแช่น้ำผสมเกลือไว้ก่อน 30 นาที เพื่อให้ยางละลายออกไปหมด แล้วล้างน้ำสะอาดอีกครั้ง ซับให้แห้ง แล้วจึงนำไปทำอาหาร รสมัน เหมาะกับชุบแป้งทอด สรรพคุณ : ในสมัยโบราณจะนำดอกมาทำยา ใช้ผสมกับพลูทำเป็นยาแก้ไข้, แก้ไข้มาลาเรีย แต่ปัจจุบันนิยมนำดอกมาทำเป็นธูปหอม แต่ก็สามารถนำดอกมารับประทานได้เช่นกัน
26 กันยายน 2568
แววมยุรา
ชื่อสามัญ : Bluewings/Torenia/Wishbone Flower ชื่อวิทยาศาสตร์ : Torenia fournieri Lind. ex Fourn. ชื่อวงศ์ : SCROPHULARIACEAE ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้ดอกอายุสั้น ความสูง : 15 – 50 เซนติเมตร ลำต้นเป็นเหลี่ยม แตกกิ่งก้านมาก ใบรูปไข่แคบถึงรูปขอบขนาน ปลายใบแหลม โคนใบเว้า ขอบใบจักฟันเลื่อย ดอกออกเป็นช่อตามปลายกิ่ง ดอกย่อยรูปถ้วย เส้นผ่านศูนย์กลางดอก 3 เซนติเมตร ปลายแยกเป็น 5 กลีบ มักมีสองสีในดอกเดียวกัน เช่น สีขาว ชมพู เหลือง ส้ม ม่วง และแดง โคนกลีบล่างมักแต้มสีเหลือง การนำไปใช้ประโยชน์ : นิยมในการนำมาตกแต่งจานเพื่อเพิ่มความน่าสนใจ สามารถนำมาทานสดๆ พร้อมคุณค่าทางใยอาหาร การขยายพันธุ์ : เพาะเมล็ด
26 กันยายน 2568
อัญชัน
ชื่อสามัญ : Blue pea, Blue vine, Butterfly pea, Pigeon wings ชื่อวิทยาศาสตร์ : Clitoria ternatea L. ชื่อวงศ์ : FABACEAE ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้เลื้อย เนื้ออ่อน มีขนปกคลุม กิ่งก้านขนาดเล็กสีเขียว ใบประกอบแบบขนนก เรียงตรงข้าม มีใบย่อย 5-9 ใบ รูปไข่แกมรูปรี ปลายแหลม โคนมน ผิวด้านล่างมีขนหนาปกคลุม  ดอกเดี่ยวหรือออกเป็นคู่ตามซอกใบ รูปดอกถั่ว ดอกสีขาว สีน้ำเงิน หรือสีม่วง มีทั้งดอกชั้นเดียวและดอกซ้อน กลีบเลี้ยงสีเขียว 2 กลีบ ฐานรองดอกเชื่อมติดกัน แยกที่ปลาย 5 แฉก กลีบดอก 5 กลีบ ชั้นนอกมีขนาดใหญ่ 2 กลีบเชื่อมติดกัน กลางกลีบสีขาว กลีบชั้นในขนาดเล็ก 3 กลีบ ดอกซ้อนกลีบดอกมีขนาดเท่ากัน ออกซ้อนเวียนเป็นเกลียว ออกดอกตลอดทั้งปี การนำไปใช้ประโยชน์ : นิยมนำมาใช้ประโยชน์ทางเครื่องสำอาง หรือใช้เป็นสีผสมอาหารและเครื่องดื่ม ไม่มีรส ดอกสดเหมาะกับจิ้มน้ำพริก, ชุบแป้งทอด, สลัด, ยำต่างๆ , ดอกแห้งทำน้ำสมุนไพร, น้ำคั้นจากดอกสดใช้เป็นส่วนผสมของขนมไทยได้หลากหลายชนิด มีข้อมูลจากงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์พบว่า สารสกัดชนิดต่างๆ ที่ได้จาก ลำต้น ใบ ดอก และรากของอัญชัน มีสรรพคุณที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย ขณะที่ในด้านเครื่องสำอางก็มีงานวิจัยที่สนับสนุนว่า สารสกัดจากอัญชันมีฤทธิ์กระตุ้นการงอกของเส้นขนอีกด้วย สรรพคุณ : กระตุ้นความจำ ลดความเครียด ช่วยนอนหลับ ลดน้ำตาลในเลือด ช่วยระบบไหลเวียนเลือด ขับปัสสาวะ ต้านการอักเสบ การขยายพันธุ์ : เพาะเมล็ด ปักชำ  
26 กันยายน 2568
จั๋ง
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Rhapis laosensis Becc. ชื่อสามัญ : Lady Palm วงศ์ :  Arecaceae เป็นพืชตระกูลปาล์มขนาดเล็ก ถิ่นกำเนิดอยู่ทางภาคเหนือของประเทศไทยขึ้นไปจนถึงประเทศจีนตอนใต้ ลักษณะเป็นกอไม่ทิ้งใบ ลำต้นคล้ายต้นไผ่เจริญแตกหน่อที่โคนต้น ลำต้นแข็งตรงมีสีน้ำตาลปนดำ สูงประมาณ 3-5 เมตร ชอบขึ้นในที่ร่มชื้น เจริญเติบโตได้ดีในดินเกือบทุกชนิด ใบมีลักษณะเป็นใบรูปพัด มีใบย่อยเรียวยาวปลายแหลม ใบสีเขียวเป็นมันเงา ใบยาวประมาณ 30 เซนติเมตร แผ่นใบมีใบย่อยประมาณ 10-20 ใบ ดอกไม่สมบูรณ์เพศ แยกกันอยู่คนละต้น ดอกเป็นช่อขนาดเล็กเกิดตามซอกใบบริเวณปลายยอด เมื่อบานเต็มที่ขนาดประมาณ 0.5 เซนติเมตร ผลมีลักษณะกลมเล็กขนาด 0.5 เซนติเมตร สีเขียวเมื่อสุกจะมีสีชมพู ในช่อมีผลประมาณ 50 ถึง 200 ผล เมล็ดมีขนาดเล็ก เมล็ดเดี่ยว กลมรี เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 0.5 เซนติเมตร   การขุดล้อม จั๋งจีนที่ปลูกด้วยการเพาะเมล็ด จะสามารถขุดล้อมได้ประมาณปีที่ 3-5 ขึ้นไปความสูงของลำต้นประมาณ 50 เซนติเมตร สามารถขุดล้อมได้ทันทีโดยไม่ต้องล้อมเตือนทิ้งไว้ หลังขุดล้อมควรตัดแต่งก้านใบออกบ้าง ใช้กระสอบป่านหุ้มดินหรือใส่ถุงดำมัดให้แน่น สามารถทำการขนย้ายและนำไปปลูกได้ทันที หรือจะนำไปอนุบาลเพื่อรอการปลูกเลี้ยงต่อไป