ไม้ดอกไม้ประดับ

พันธุ์ไม้ดอกไม้ประดับ


ค้นพบพันธุ์ไม้ดอกไม้ประดับที่น่าสนใจจากศูนย์


28 กรกฎาคม 2568
กวักมรกต
วงศ์: ARACEAE ไม้อวบน้ำ มีถิ่นกำเนิดในทวีปแอฟริกา ลำต้นเป็นหัวอยู่ใต้ดิน สีน้ำตาลอ่อน ใบประกอบแบบขนนก ใบย่อยรูปไข่ โคนมน ปลายแหลม ขอบเรียบ ก้านใบย่อยสั้น แผ่นใบเรียบ หนา  อวบน้ำ สีเขียวเป็นมันออกดอกเป็นช่อแบบช่อเชิงลดมีกาบ คล้ายดอกหน้าวัว ดอกสีเหลืองนวลแกมเขียวอ่อน กาบสีเหลืองนวล ก้านสีเขียวนวล อวบน้ำ การขยายพันธุ์ แยกหัว ชำต้น และชำใบ ปลูกประดับบ้าน ออฟฟิศ เจริญเติบโตได้ดีในที่ร่ม อ้างอิง https://data.addrun.org/plant/archives/424-zamioculcas-zamiifolia-lodd-engl
28 กรกฎาคม 2568
กวักเงิน
วงศ์: ARACEAE มีถิ่นกำเนิดอยู่ในเขตร้อนหรือบริเวณเส้นศูนย์สูตรของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก สูงประมาณ 27 เซนติเมตร ใบค่อนข้างตั้งตรง ใบล่างเอนออก รูปใบหอกแคบ ปลายแหลมถึงเรียวแหลม ใบหนาคล้ายแผ่นหนังเรียบหรือพบบ้างที่เป็นร่องตื้น แผ่กว้างไปตามความยาวของกาบใบ กาบใบเป็นร่องห่อหุ้มลำต้น ขอบใบสีเขียวเข้มเป็นแถบกว้างตามแนวขอบใบ แผ่นใบเป็นมันสีเขียวปนเทา มีแต้มสีเขียวเข้มเล็กน้อย เส้นกลางใบสีเขียวอ่อนปนสีขาว ใต้ใบสีเขียวตลอดทั้งใบ เส้นกลางใบด้านหลังสีเขียวปนเทา มีจุดสีเขียวปนเทากระจายอยู่กลางใบ ออกดอกเป็นช่อแบบช่อเชิงลดมีกาบ ออกบริเวณซอกใบ ดอกสีขาว การขยายพันธุ์ เพาะเมล็ด ตอนกิ่ง ปักชำลำต้น แยกหน่อ การใช้ประโยชน์ ปลูกเป็นไม้กระถาง วางประดับในอาคาร เป็นไม้มงคล จัดอยู่ในกลุ่มไม้มงคลที่มีความเชื่อว่าถ้าปลูกไว้ในบ้าน จะช่วยเรื่องโชคลาภ กวักเงินกวักทองเข้าบ้าน และยังช่วยดูดสารพิษภายในบ้านได้อีกด้วย
28 กรกฎาคม 2568
กระดุมทอง
วงศ์ : Asteraceae (Compositae) ไม้ดอกอายุสั้น 1- 2 ปี ความสูง 15 – 25 เซนติเมตร ลำต้นมีขน ใบรูปรีแกมรูปไข่ ปลายใบแหลม โคนใบมน ขอบใบเรียบหรือหยักซี่ฟัน ก้านใบสั้น ผิวใบมีขน ดอกออกเป็นช่อกระจุกตามซอกใบ เส้นผ่านศูนย์กลางดอก 2 – 3 เซนติเมตร กลีบดอกวงนอกรูปรี สีเหลืองทอง กลีบดอกวงในสีเหลือง รูปหลอด เป็นกระจุกกลางดอก ดอกดกออกดอกตลอดปี ขยายพันธุ์ : เพาะเมล็ด นิยมปลูกเป็นไม้ดอกกระถาง ไม้ประดับแปลง และไม้คลุมดิน บ้านและสวน https://www.baanlaesuan.com/plants/perennial/138314.html
28 กรกฎาคม 2568
กระบองเพชร
ชื่อวงศ์: CACTACEAE ชื่อท้องถิ่น:  ตะบองเพชร(ภาคกลาง) ปะทำมังหลวง(เชียงใหม่) เขียะ(ภาคเหนือ) ตุมาซี้(มลายู-นราธิวาส) ไม้อวบน้ำทนแล้งเกือบทั้งหมดที่เป็นพืช มีถิ่นกำเนิดในอเมริกาเขตร้อนที่ปรับเปลี่ยนลำต้นให้อวบน้ำ และเปลี่ยนใบเป็นหนาม สามารถเจริญเติบโตได้ในแบบไม้ต้น ไม้เลื้อยหรือพืชอิงอาศัย ลำต้นมีความสูงประมาณ 3 เมตร ดอกเด่นสะดุดตา มีกลีบจำนวนมาก เกสรเพศผู้มีจำนวนมาก รังไข่อยู่ใต้วงกลีบ รู้จักกันดีในชื่อ แคคตัส หรือกระบองเพชรลักษณะทางพฤกษศาสตร์: ลักษณะทั่วไป กระบองเพชรเป็นพรรณไม้ยืนต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลาง ลำต้นมีสีเขียวหรือเขียวคล้ำ มีขนหรือหนามรอบต้นหรือไม่มีก็ได้แล้วแต่ชนิดพันธุ์ ลักษณะต้นเป็นเหลี่ยมรูปทรงกระบอกรูปทรงกลม หรือแล้วแต่ชนิดพันธุ์ ใบคือส่วนของลำต้นที่ทำหน้าที่แทนใบ หรือบางชนิดก็มีใบแบนกลมหนาใหญ่ อาจมีดอกสีแดง สีเหลือง หรือสีขาว ลักษณะดอกและขนาดดอกขึ้นกับชนิดพันธุ์ นิยมปลูกเป็นไม้กระถางกลางแจ้ง การขยายพันธุ์: เพาะเมล็ด  แยกหน่อสรรพคุณทางสมุนไพร:  มีหลายชนิดอยู่ในทะเลทราย แต่บางชนิดอยู่ตามป่าธรรมดา หรือสภาพแวดล้อมทั่วไป  ต้นกระบองเพชรที่ ขายทั่วไปที่จะเป็นแบบบอนไซหรือชนิดที่มีขนาดปกติ แบบทั่วไปที่มีขนาดปานกลางเท่ากับต้นจริง กระบองเพชรจะเปลี่ยนใบเป็นหนาม เพื่อลดการคายน้ำ เป็นไม้ประดับ อิ้างอิง ไทยกู๊ดวิวดอทคอม
28 กรกฎาคม 2568
กะหล่ำประดับ
วงศ์ : Brassicaceae กะหล่ำประดับ มีถิ่นกำเนิดในประเทศจีนและญี่ปุ่น สีใจกลางดอกจะค่อย ๆ เปลี่ยนจากเขียวเป็นแดง หรือสีขาวเป็นชมพู แล้วแต่สายพันธุ์ และหากได้รับอากาศที่หนาวเย็น อาจทำให้ใจกลางดอกมีสีเข้มมากขึ้นนิยมปลูกเป็นไม้ประดับใส่กระถางหรือลงแปลงปลุก ร้านอาหารนำใบกะหล่ำประดับไปใช้ตกแต่งจานอาหาร การขยายพันธุ์  เพาะเมล็ด ชอบแสงแดดจัด ต้องการน้ำปานกลาง
28 กรกฎาคม 2568
กุหลาบหนู
วงศ์: ROSACEAE มีถิ่นกำเนิดในทวีปเอเชีย เป็นไม้พุ่ม สูง 20 – 50 เซนติเมตร ลำต้นมีหนาม ใบประกอบ เรียงสลับรูปรี ปลายแหลม ขอบหยัก โคนมน หูใบติดกับก้านใบ สีเขียวเข้ม ดอกเดี่ยว ออกตามปลายยอด ดอกมีหลายสี เช่น ดอกสีแดง ดอกสีขาว ดอกสีชมพู หรือมี 2 สีในดอกเดียว กลีบดอกมีทั้งชั้นเดียวและหลายชั้น เกสรตัวเพศและเกสรเพศเมียอยู่แยกกัน ออกดอกเกือบตลอดทั้งปี มีกลิ่นหอม การขยายพันธุ์เพาะเมล็ด ตอนกิ่ง ทาบกิ่ง ปักชำ ติดตา ปลูกประดับสวน ปลูกเป็นไม้กระถาง ตัดดอกปักแจกัน ข้อมูลพันธุ์ไม้ระบบฐานข้อมูลเกษตรดิจิทัล https://data.addrun.org/plant/archives/649-rosa-hybrid
28 กรกฎาคม 2568
กุหลาบพันปี
ชื่อวิทยาศาสตร์: Rhododendron arboreum Sm. subsp. delavayi (Franch.) Chamb. ชื่อวงศ์: ERICACEAE ไม้ยืนต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลาง ถิ่นกำเนิดจากอินเดีย เนปาล พม่า ถึงจีนตอนใต้ ในประเทศไทยพบตามที่โล่งบริเวณป่าดิบเขาทางภาคเหนือ ที่ระดับความสูง 2,000 - 2,500 เมตร ลำต้นสูง 4 - 12 เมตร ลำต้นและกิ่งคดงอ ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงเวียนสลับที่ปลายกิ่ง รูปหอกกว้างแกมขอบขนาน แผ่นใบหนา ท้องใบมีขนนุ่ม ดอกสีแดงสด ออกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง จำนวน 4 - 12 ดอก ดอกย่อยรูประฆัง ปลายแยก 4 - 6 แฉก เกสรผู้ 10 อัน ออกดอกช่วงเดือนกุมภาพันธ์-พฤษภาคม การขยายพันธุ์: ใช้หัว/เหง้า/หน่อ วิธีการ ขยายพันธุ์: ใช้เมล็ด แหล่งอ้างอิง : หนังสือพรรณไม้สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ เล่ม 4
26 กันยายน 2568
กระเจียว
ชื่อสามัญ : Curcuma, Siam Tulip ชื่อวิทยาศาสตร์ : Curcuma sessilis Gage. ชื่อวงศ์ : ZINGIBERACEAE ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : พรรณไม้ล้มลุกที่มีเหง้าอยู่ใต้ดิน ใบมีลักษณะเป็นกาบห่อรวมตัวกันแน่นเป็นลำต้นเทียม เป็นใบเดี่ยวออกเรียงสลับกัน ลักษณะของใบเป็นรูปขอบขนาน ปลายใบแหลม ช่อดอกชูออกจากปลายลำต้นเทียมโดยมีริ้วประดับ ริ้วประดับตอนปลายมีสีแดงอมม่วง กลีบดอกสีครีม ปลายกลีบปากมีแต้มสีเหลือง การนำไปใช้ประโยชน์ : ดอกกระเจียวสามารถนำมารับประทานได้หลากหลาย หน่ออ่อน นิยมนำมาทานกับ น้ำพริก ลาบ ก้อย หรือ ส้มตำ ส่วนของช่อดอก นิยมนำมาลวก สามารถทานกับน้ำพริกได้เช่นกัน หรือจะนำไปปรุงเป็นแกง ทานคู่กับผักหวาน ปลาย่าง ก็ได้ นอกจากนี้ยังสามารถนำดอกสดมารับประทานได้ หรือจะนำไปคั้นทำเป็นน้ำสมุนไพรก็ได้เช่นกัน สรรพคุณ : กระเจียวมีเส้นใยอาหาร (Fiber) จึงช่วยป้องกันอาการท้องผูกได้ ลดระดับคอเลสเตอรอลในเส้นเลือด หน่ออ่อน ช่วยสมานแผล ดอกอ่อน ใช้ขับลม เหง้า แก้ปวดเมื่อย การขยายพันธุ์ : การเพาะเมล็ด การแยกหัวปลูก การผ่าเหง้าปลูก การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ
26 กันยายน 2568
กระดุมเงิน
ชื่อสามัญ : Plains blackfoot , Plains blackfoot daisy ชื่อวิทยาศาสตร์ : Melampodium leucanthum Torr. & Gray ชื่อวงศ์ : ASTERACEAE ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : เป็นไม้พุ่มคลุมดิน สูงไม่เกิน 50ซม. มีดอกขนาดเล็กอยู่รวมกันเป็นกระจุกแน่น กลีบดอกสีขาวเกสรสีเหลืองอมส้ม ใบเรียวยาวแหลม การนำไปใช้ประโยชน์ :  การจัดสวนภูมิทัศน์ ปลูกเป็นแนวรั้ว ไม้พุ่ม หรือไม้กระถาง, ตกแต่งอาหารและเครื่องดื่ม โดยนำดอกไม้ไปใช้ตกแต่งสลัด ขนมหวาน และเครื่องดื่ม การขยายพันธุ์ : การปักชำกิ่ง  
26 กันยายน 2568
กระดุมทอง
ชื่อสามัญ : Little Yellow Star ชื่อวิทยาศาสตร์ : Melampodium divaricatum (Rich. ex Pers.) DC. ชื่อวงศ์ : ASTERACEAE ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : เป็นไม้เลื้อยหรือไม้พุ่มขนาดเล็ก ใบเดี่ยวเรียงตรงข้าม รูปรีหรือรูปไข่ ปลายใบแหลม โคนใบสอบ ขอบใบเรียบหรือหยักซี่ฟัน แผ่นใบมีขนสากทั้งสองด้าน ออกดอกเดี่ยวหรือเป็นคู่ตามซอกใบ กลีบดอกรูปรี สีเหลือง เส้นผ่านศูนย์กลางดอก 2–3 เซนติเมตร การนำไปใช้ประโยชน์ : ประกอบอาหาร หรือเป็นส่วนผสมของเครื่องสำอางเพื่อดูแลผิวพรรณบางชนิด ครีมนวมบำรุงเส้นผม ส่วนผสมในยาทานวดกล้ามเนื้อบางชนิด สรรพคุณ : ดอกมีสารแคโรทีน (carotene) และแซนโทฟิลล์ (xanthophyll) ช่วยบำรุงสายตา ป้องกันสายตาเสื่อม ใช้กินเป็นยา เพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด โรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน ไขมันในเลือด แผลในกระเพาะอาหาร การขยายพันธุ์ : เพาะเมล็ด การปักชำ
26 กันยายน 2568
กุหลาบ
ชื่อสามัญ : Rose ชื่อวิทยาศาสตร์ : Rosa spp. ชื่อวงศ์ : ROSACEAE ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : กุหลาบมีถิ่นกำเนิดอยู่แถวทวีปเอเชีย ยุโรป อเมริกาเหนือและใต้ กุหลาบเป็นไม้อายุหลายปี ตัวต้นเป็นพุ่มขนาดเล็ก แต่บางชนิดมีขนาดใหญ่หรือเป็นไม้เลื้อย กิ่งก้านมีหนามแหลม ดอกมีทั้งดอกเดี่ยวและออกเป็นช่อ กุหลาบแบ่งเป็น 4 กลุ่มตามลักษณะดอก คือ กุหลาบไฮบริดที (Hybrid tea) ที่ให้ดอกเดี่ยวขนาดใหญ่ กุหลาบฟลอริบันดา (floribunda) หรือกุหลาบพวงออกดอกเป็นช่อจำนวนมาก กุหลาบแกรนดิฟลอรา (Grandiflora) หรือกุหลาบพวงก้านยาวดอกใหญ่ กุหลาบหนู (Miniature) ลักษณะต้นแคระ ดอกเล็ก การนำไปใช้ประโยชน์ :  กลิ่นหอมของดอกกุหลาบช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย รสชาติของดอกกุหลาบจะมีรสฝาด ซึ่งแฝงไปด้วยสารต่อต้านอนุมูลอิสระในปริมาณที่สูง รวมถึงอุดมไปด้วยวิตามินซี วิตามินบี วิตามินเค แคลเซียม โปแตสเซียม และแร่ธาตุต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย อีกทั้ง นำมาอบแห้งสามารถทำเป็น “ชาดอกกุหลาบ” ได้ ซึ่งมีสรรพคุณช่วยลดกลิ่นตัว ขับเหงื่อ ขับสารพิษ และเป็นยาระบายอ่อนๆ นอกจากนี้กลีบดอกยังสามารถนำไปชุบแป้งทอดได้ สรรพคุณ : กลีบของกุหลาบอุดมไปด้วยแร่ธาตุและวิตามินเกลือแร่ต่างๆ ที่ร่างกายต้องการ อาทิ โพแทสเซียม (สารที่จำเป็นต่อระบบการทำงานของหัวใจ) แร่ธาตุทองแดง (ช่วยกระบวนการสร้างเม็ดเลือด) วิตามินซี วิตามินเค สารแคโรทีน ซึ่งทั้งหมดจะช่วยในเรื่องการบรรเทาอาการหวัด เจ็บคอ หลอดลมอักเสบ บำรุงร่างกายให้แข็งแรง รักษาแผลหรือการอักเสบในกระเพาะอาหาร ลดการอักเสบของผิวหนัง หากเรานำกลีบมาสกัดก็จะได้ “น้ำมันหอมระเหย” ที่จะช่วยคลายเครียด ผ่อนคลาย ช่วยให้สมองในระบบจดจำทำงานได้ดีขึ้น นอนหลับง่ายขึ้น ระบบเลือดไหวเวียนสมบูรณ์ ระงับอาการประสาท ความเครียด เพิ่มความรู้สึกทางเพศ ลดอาการเจ็บแน่นหน้าอก ปวดศีรษะและอาการหวัดได้ การขยายพันธุ์ : เพาะเมล็ด การตัดชำด้วยกิ่งหรือราก การตอนกิ่ง การติดตา การต่อกิ่ง การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ
26 กันยายน 2568
เก๊กฮวย
ชื่อสามัญ : Chrysanthemum ชื่อวิทยาศาสตร์ : Chrysanthemum indicum Linn. ชื่อวงศ์ : ASTERACEAE ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : เป็นพืชล้มลุกขนาดเล็ก ลำต้นมีขนอ่อนปกคลุม ใบยาวรี ขอบใบจัก ใบสีเขียวอ่อนนุ่มมีขนอ่อน ทั้งกิ่งก้านและใบของเบญจมาศมีกลิ่นฉุนเฉพาะตัว ดอกออกตรงปลายกิ่ง อาจออกเป็นช่อหรือเป็นดอกเดี่ยวแล้วแต่สายพันธุ์ รูปร่างดอก มีกลีบเรียวยาวเรียงซ้อนกันโดยรอบหลายชั้นดอกเบญจมาศมีหลายสี หลายขนาด แต่กลุ่มของดอกเบญจมาศ 2 ชนิด ที่นิยมนำมาทำน้ำเก็กฮวย หรือที่เรียกว่าดอกเก็กฮวย คือ เก๊กฮวยดอกขาว แบ่งเป็น 2 ชนิด คือ เก๊กฮวยขาวดอกใหญ่  มีลักษณะทั่วไป คือ ลำต้น ตรง แข็ง เป็นพุ่มใหญ่ ใบมีขนาดใหญ่ สีเขียวเข้ม ก้านใบมีสีม่วงอมเขียว ดอกมีสีขาว ขนาดใหญ่ ขนาดประมาณ 4.7-5 เซนติเมตร กลีบดอกมี 5-6 ชั้น มีกลีบดอกประมาณ 90 กลีบ เมื่อนำมาตากแดด ดอกจะแห้งเร็ว เก๊กฮวยขาวดอกเล็ก  มีลักษณะทั่วไป คือ ลำต้นตรง เป็นพุ่มเล็ก ลำต้นค่อนข้างอ่อน ดอกมีขนาดประมาณ 4.5 เซนติเมตร เล็กกว่าพันธุ์แรก ส่วนกลีบดอกมีมากกว่าที่ 6-7 ชั้น มีจำนวนกลีบดอกประมาณ 120 กลีบ ส่วนสีดอกมีสีขาวอมสีเนื้อ ดอกเมื่อนำมาต้มจะให้กลิ่นหอมกว่าดอกใหญ่ แต่อาจมีรสขมปนเล็กน้อย เก๊กฮวยดอกเหลือง มีลักษณะทั่วไป คือ กลีบดอกมีสีเหลือง และให้รสขมมากกว่าพันธุ์ดอกขาวแต่ก็สามารถนำมาใช้ได้เหมือกันและมีสรรพคุณคล้ายกัน การนำไปใช้ประโยชน์ : ดอกเก๊กฮวยได้รับความนิยมนำมาต้มเป็นน้ำสมุนไพร หรือทำเป็นชาร้อนผสมเก๊กฮวย เนื่องจากมีประโยชน์อยู่หลายประการ สรรพคุณ : การบริโภคเก๊กฮวยหรือผลิตภัณฑ์จากเก๊กฮวยอาจช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และต้านโรคเบาหวานได้ เพราะสารประกอบในเก๊กฮวยอย่างสารฟีนอลและฟลาโวนอยด์อาจช่วยยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ที่มีผลต่อการดูดซึมน้ำตาลบางชนิด ช่วยลดความเสี่ยงของโรคมะเร็งต่อมลูกหมากได้ เนื่องจากเก๊กฮวยประกอบด้วยสารในกลุ่มฟลาโวนอยด์ที่เชื่อกันว่ามีฤทธิ์ต้านการอักเสบ และยับยั้งการผลิตฮอร์โมนแอนโดรเจนที่มีบทบาทในการควบคุมการเจริญเติบโตของต่อมลูกหมาก การขยายพันธุ์ : การแยกหน่อ การปักชำ และการเพาะเมล็ด