ไม้ดอกไม้ประดับ

พันธุ์ไม้ดอกไม้ประดับ


ค้นพบพันธุ์ไม้ดอกไม้ประดับที่น่าสนใจจากศูนย์


27 กรกฎาคม 2568
พุดเศรษฐีสยาม
วงศ์ : APOCYNACEAE ชื่ออื่น : Giant Pinwheel Flower ลักษณะ : ไม้พุ่มขนาดกลาง สูง 5 - 15 เมตร ทรงพุ่มแน่นทึบ ทุกส่วนมีน้ำยางสีขาว ใบเดี่ยวรูปขอบขนานแกมรูปรี ยาว 6 - 8 เซนติเมตร ปลายใบเรียวแหลม ผิวใบเรียบเป็นมันทั้งสองด้าน สีเขียวเข้ม ดอกเดี่ยว สีขาว ออกใกล้ปลายยอด โคนกลีบสีเหลืองเชื่อมติดกันเป็นหลอด ปลายแยกเป็น 5 กลีบ บิดเวียนคล้ายกังหัน ดอกบานมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 8 - 10 เซนติเมตร ฤดูดอกบาน : ทยอยออกดอกตลอดปี ดอกบานในตอนเย็น บาน 2 วันแล้วโรย ส่งกลิ่นหอมอ่อน ๆ ตลอดวัน การขยายพันธุ์ : เสียบยอด ปลูกอย่างไรให้สวย : หากปลูกเป็นไม้กระถางควรปลูกในกระถางขนาดใหญ่ ต้องการแสงแดดตลอดวัน ดินร่วนระบายน้ำได้ดี นิยมเสียบยอด โดยใช้พุดกุหลาบเป็นต้นตอ จะเจริญเติบโตได้ดี หมั่นตัดแต่งทรงพุ่มให้แต่ละกิ่งได้รับแสงแดด จะออกดอกดกได้ทั่วทรงพุ่ม ดอกใหญ่ และมีสีเข้มกว่าต้นที่ปลูกอยู่ในพื้นที่ที่มีอากาศร้อน
27 กรกฎาคม 2568
พุดสามสี
วงศ์ : SOLANACEAE ชื่ออื่น : พุดสี Manaca, Yesterday-today-and-tomorrow ลักษณะ : ไม้พุ่มขนาดเล็ก สูง 1 - 2 เมตร แตกกิ่งขนาดเล็กจำนวนมาก ทรงพุ่มกลมแน่นทึบ กิ่งมีขนาเล็กและเปราะ ใบเดี่ยว รูปรี ยาว 6 - 8 เซนติเมตร ปลายใบเรียวแหลม ขอบใบเป็นคลื่นเล็กน้อย ผิวใบเรียบเป็นมันทั้งสองด้าน ดอกเดี่ยวออกที่ใกล้ปลายยอด มี 5 กลีบ ขอบกลีบมีรอยย่น เมื่อเริ่มแย้มมีสีม่วงเข้ม สีค่อยๆ จางลงจนเป็นสีขาวแล้วร่วง ดอกบานมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 2.5 - 3 เซนติเมตร ปัจจุบันมีพันธุ์ดอกใหญ่ แต่ดอกไม่ดก ฤดูดอกบาน : ทยอยออกดอกตลอดปี และดกมากในช่วงมกราคม-กุมภาพันธ์ ดอกบาน 2 วันแล้วโรย ส่งกลิ่นหอมแรงตลอดวัน การขยายพันธุ์ : ปักชำกิ่ง ตอนกิ่ง ปลูกอย่างไรให้สวย : เจริญเติบโตได้ดีในทุกภาค เพราะสามารถปลูกเป็นไม้กระถาง ให้ดอกสีเข้มสีอ่อนแตกต่างกัน ต้องการแสงแดดตลอดวันและมีอากาศเย็น หมั่นตัดแต่งทรงพุ่มให้แต่ละกิ่งได้รับแสง จะออกดอกดกได้ทั่วทรงพุ่ม ดอกใหญ่และมีสีเข้มกว่าต้นที่ปลูกอยู่ในพื้นที่ที่มีอากาศร้อน
27 กรกฎาคม 2568
มหาพรหม
วงศ์ : ANNONACEAE ชื่ออื่น : - ลักษณะ : ไม้ต้นขนาดเล็ก สูง 5 - 8 เมตร เปลือกต้นหนา สีน้ำตาลเข้ม และมีกลิ่นฉุน กิ่งอ่อนมีขนนุ่ม ใบรูปขอบขนานแกมรูปไขกลับ ยาว 12 - 16 เซนติเมตร ผิวใบสากคาย ดอกเดี่ยวออกตรงข้ามใบ กลีบดอกชั้นนอก 3 กลีบ รูปไข่กลับ สีขาว กลีบดอกชั้นในประกบกันเป็นรูปกระเช้า สีม่วงแดง เมื่อบานมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 7 - 8 เซนติเมตร ผลกลม มีผลย่อย 10 - 16 ผล มีหลายเมล็ด ฤดูดอกบาน : กุมภาพันธ์ - เมษายน ดอกบาน 2 วันแล้วโรย ส่งกลิ่นหอมอ่อน ๆ ตลอดวัน และหอมแรงในช่วงใกล้ค่ำ การขยายพันธุ์ : เพาะเมล็ด ทาบกิ่ง ปลูกอย่างไรให้สวย : หากปลูกลงแปลงบนเนินกลางแจ้ง ควรอยู่ห่างจากต้นไม้อื่นอย่างน้อย 4 เมตร และใช้ต้นที่ได้จากการเพาะเมล็ด จะแตกกิ่งได้รอบต้น มีทรงพุ่มกลม หมั่นตัดแต่งกิ่งให้โปร่งจะออกดอกได้เต็มต้น หากต้นที่อยู่บนที่ดอกหรือแห้งแล้งจะทิ้งใบและออกดอกเต็มต้นหากดินที่ชุ่มชื้นอยู่ตลอดเวลาจะแตกใบอ่อนมากทรงพุ่มทึบ และออกดอกน้อย ต้นที่ได้จากการทาบกิ่งจะออกดอกได้เร็ว แต่ทรงพุ่มจะไม่สวยงาม ควรเลือกปลูกต้นที่มีดอกใหญ่และดอกดก สีเข้ม
27 กรกฎาคม 2568
มหาพรหมราชินี
วงศ์ : ANNONACEAE ชื่ออื่น : - ลักษณะ : ไม้ต้นขนาดเล็ก เป็นพรรณไม้ที่ค้นพบใหม่ สูง 3 - 4 เมตร เปลือกต้นหนา สีน้ำตาลเข้มและมีกลิ่นฉุน กิ่งอ่อนมีขนนุ่ม ใบรูปขอบขนานแกมรูปไข่กลับ ยาว 12 - 16 เซนติเมตร ผิวใบเรียบ ดอกเดี่ยว ออกตรงข้ามใบ กลีบดอกชั้นนอก 3 กลีบ รูปไข่กลับ สีขาว กลีบดอกชั้นในประกบกับเป็นรูปกระเช้า สีม่วงแดง เมื่อบานมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 8 - 10 เซนติเมตร ผลกลม มีผลย่อย 5 - 8 ผล มีหลายเมล็ด ฤดูดอกบาน : เมษายน - พฤษภาคม ดอกบาน 2 วันแล้วโรย และหอมแรงในช่วงใกล้ค่ำ การขยายพันธุ์ : เพาะเมล็ด ทาบกิ่ง เสียบยอด ปลูกอย่างไรให้สวย : ควรปลูกลงแปลงบนเนินกลางแจ้งให้ห่างจากต้นไม้อื่นอย่างน้อย 4 เมตร จะแตกกิ่งได้รอบต้นเป็นพุ่มกลม หมั่นตัดแต่งกิ่งให้โปร่งจะออกดอกได้เต็มต้น ไม่ควรปลูกลงกระถางหรือปลูกลงแปลงในที่ร่ม เพราะจะไม่ออกดอก หากปลูกชิดกับต้นอื่น ทรงพุ่มจะผอมชะลูด ต้นสูง และไม่ออกดอก ต้นที่อยู่บนที่ดอนหรือแห้งแล้งจะทิ้งใบและออกดอกเต็มต้น หมั่นพรวนดิน กำจัดวัชพืช ใส่ปุ๋ยเป็นช่วง ๆ จะเจริญเติบโตเร็วขึ้น
27 กรกฎาคม 2568
มะลิซ้อน
วงศ์ : OLEACEAE ชื่ออื่น : Aeabian Jasmine ลักษณะ : เป็นมะลิชนิดเดียวกับมะลิฉัตร แต่มีลักษณะดอกต่างกัน เป็นไม้รอเลื้อย สูง 1 - 3 เมตร เปลือกต้นหนาและเป็นร่องตามยาว แตกกิ่งทอดเลื้อยยาว ใบเดี่ยว ออกตรงข้ามเป็นคู่ รูปไข่ ยาว 4 - 7 เซนติเมตร ปลายใบมน เส้นใบย่อยไม่เด่นชัด ดอกเดี่ยวหรือเป็นช่อ 1 - 3 ดอก สีขาวออกที่ปลายกิ่ง กลีบเลี้ยงเป็นซี่แหลมเรียวยาว กลีบดอกมีจำนวนมากเรียงอัดกันแน่น กลีบห่อเข้าหากลางดอก เมื่อบานมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 3 - 4 เซนติเมตร ไม่พบการติดผล ฤดูดอกบาน : ออกดอกตลอดปี แต่ดกในช่วงฤดูฝน ดอกบาน 2 วันแล้วโรย ส่งกลิ่นหอมแรงตลอดวัน การขยายพันธุ์ : ปักชำกิ่ง โน้มกิ่ง ตอนกิ่ง ปลูกอย่างไรให้สวย : ถ้าปลูกเป็นไม้กระถางควรใช้ดินร่วนผสมปุ๋ยคอมหรือปุ๋ยหมัก เพื่อให้ระบายน้ำดี ตั้งไว้กลางแจ้ง หมั่นตัดแต่งกิ่งที่เป็นโรค กิ่งกระโดงที่แตกเข้าไปในทรงพุ่มออกให้โปร่ง จะออกดอกได้ดี หากปลูกลงแปลงกลางแจ้งจะโตเร็วและออกดอกมากขึ้น เมื่อทรงพุ่มใหญ่ล้นกระถาง ควรย้ายปลูกลงแปลงกลางแจ้ง
27 กรกฎาคม 2568
แย้มปีนัง
วงศ์ : APOCYNACEAE ชื่ออื่น : Climbing Oleander, Rose Allamanda ลักษณะ : ไม้พุ่มขนาดเล็ก สูง 2 - 3 เซนติเมตร แตกกิ่งจำนวนมาก ทรบพุ่มกลมทึบ มียางสีขาวทุกส่วน ใบเดี่ยว ออกตรงข้ามเป็นคู่ รูปไข่จนถึงรูปรี ยาว 7 - 10 เซนติเมตร แผ่นใบหนา สีเขียวเข้มเป็นมัน ออกดอกเป็นช่อที่ปลายกิ่งสีม่วงอมชมพู มีดอกย่อย 5 - 8 ดอก รูปแตร โคนกลีบดอกเชื่อมกัน ปลายแยกเป็น 5 กลีบ ขอบกลีบมีรอยจีบและหยักเว้า เมื่อดอกบานมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 4 - 5 เซนติเมตร ฤดูดอกบาน : มกราคม-มีนาคม หากรดน้ำสม่ำเสมอจะทยอยออกดอกตลอดปี แต่ละช่อทยอยบาน ดอกบานอยู่ได้หลายวัน ส่งกลิ่นหอมอ่อน ๆ ตลอดวัน การขยายพันธุ์ : ตอนกิ่ง ปลูกอย่างไรให้สวย : ควรปลูกลงกระถางขนาดใหญ่ ตั้งไว้กลางแจ้ง จะออกดอกได้เต็มที่ คอยตัดแต่งกิ่งให้เป็นพุ่มโปร่ง ไม่รกหรือเกะกะ เมื่อต้นเติบโตมากขึ้นจนล้นกระถาง จึงย้ายปลูกลงแปลงกลางแจ้ง ตั้งหลักผูกยึดให้พุ่มตั้งตรง คอยตัดกิ่งยอดที่มีดอกโรยออกทิ้ง พรวนดินและใส่ปุ๋ยเป็นช่วง ๆ จะให้ช่อดอกใหญ่
27 กรกฎาคม 2568
ราชาวดี
วงศ์ : BUDLEJACEAE ชื่ออื่น : ราชาวดีขาว Panicled Butterfly Bush ลักษณะ : ไม้พุ่มขนาดเล็ก สูง 2 - 3 เมตร แตกกิ่งขนาดเล็กจำนวนมากและมีกิ่งยืดยาว กิ่งก้านโปร่ง ตามกิ่งมีขนคายมือเล็กน้อย ใบสีเขียวด้านสากคายเล็กน้อย ขอบใบจักเล็ก ๆ ใบรูปไข่ยาว 5 - 7 เซนติเมตร ช่อดอกกลม ออกดอกที่ปลายยอด ยาว 5 - 10 เซนติเมตร มีดอกย่อยเล็ก ๆ สีขาวจำนวนมาก ไม่พบการติดผล ฤดูดอกบาน : เมษายน - กรกฎาคม หากได้รับความชื้นดีจะทยอยออกดอกตลอดปี แต่ละช่อทยอยบาน ดอกบานวันเดียวแล้วโรย ส่งกลิ่นหอมแรงตลอดวัน โดยเฉพาะในช่วงดึก การขยายพันธุ์ : ปักชำกิ่ง ตอนกิ่ง ปลูกอย่างไรให้สวย : ถ้าปลูกในกระถางควรปักหลักและผูกยึดให้ตั้งตรง แล้วตั้งประดับไว้กลางแจ้ง และควรรดน้ำทุกวัน หากปลูกลงแปลงควรให้อยู่กลางแจ้ง ถ้าอยู่ในร่มจะออกดอกได้น้อยหรือไม่ออกดอกเลย
27 กรกฎาคม 2568
ลำดวน
วงศ์ : ANNONACEAE ชื่ออื่น : หอมนวล (เหนือ) White Cheesewood ลักษณะ : ไม้ต้นขนาดเล็ก สูง 4 - 8 เมตร กิ่งแก่สีดำและเหนียวมาก ใบเดี่ยว เรียงสลับสีเขียวเข้ม ด้านล่างขอบใบเคลือบขาว แผ่นใบหนาเป็นมัน ออกดอกเดี่ยวหรือเป็นช่อกระจุก 2 - 3 ดอกที่ปลายยอด กลีบดอกหนาแข็ง สีเหลืองมี 6 กลีบ เรียงเป็น 2 ชั้น กลีบชั้นนอกแผ่กาง แต่กลีบชั้นในงุ้มเข้าหากันหมด เมื่อบานมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 2 - 2.5 เซนติเมตร ผลกลม มีผลย่อยจำนวนมาก เมื่อแก่มีสีแดง ขนาด 6 - 7 มิลลิเมตร ฤดูดอกบาน : มกราคม - มีนาคม ดอกเริ่มแย้มและส่งกลิ่นหอมแรงตั้งแต่ช่วงเย็น วันรุ่งขึ้นจะส่งกลิ่นหอมอ่อน ๆ ในช่วงกลางวัน ดอกบานวันเดียวแล้วร่วงในวันต่อมา กลีบดอกที่ร่วงอยู่โคนต้นจะส่งกลิ่นหอมไปได้ไกล การขยายพันธุ์ : เพาะเมล็ด ตอนกิ่ง ปลูกอย่างไรให้สวย : หากนำต้นที่ได้จากการเพาะเมล็ดมาปลูก ควรเลือกต้นที่อวบอ้วนแข็งแรงแตกกิ่งรอบต้น ปลูกเป็นต้นเดี่ยว ๆ ลงแปลงกลางแจ้งให้ห่างจากต้นไม้อื่นอย่างน้อง 5 เมตร จะมีทรงพุ่งแผ่กว้างและโปร่ง หากปลูกในร่มหรือปลูกชิดกับต้นอื่นจะออกดอกได้น้อย ถ้าต้องการต้องการปลูกให้ออกดอกในกระถาง ควรปลูกจากกิ่งตอน
27 กรกฎาคม 2568
ลำดวนแดง
วงศ์ : ANNONACEAE ชื่ออื่น : - ลักษณะ : กลายพันธุ์มาจากลำดวน จึงมีลักษณะต่าง ๆ คล้ายกัน แตกต่างกันที่ใบรูปรี กว้าง 4 - 5 เซนติเมตร แผ่นใบบางกว่าและมีสีเขียวด้านไม่สดใสเท่าใบลำดวน กลีบดอกมีสีม่วงแดงหรือแดงเข้ม โดยมีสีที่ขอบกลีบดอกมากกว่าแผ่นกลีบดอก ส่วนความดกและขนาดของดอกจะคล้ายคลึงกับลำดวน ฤดูดอกบาน : มกราคม - มีนาคม ส่งกลิ่นหอมอ่อน ๆ ตลอดวัน เริ่มหอมแรงขึ้นในช่วงพลบค่ำจนถึงช่วงเช้า ดอกบานวันเดียวแล้วร่วงในวันต่อมา กลีบดอกที่ร่วงอยู่โคนต้นจะส่งกลิ่นหอมไปได้ไกล การขยายพันธุ์ : เพาะเมล็ด ทาบกิ่ง ตอนกิ่ง ปลูกอย่างไรให้สวย : สามารถปลูกเป็นไม้ประดับในกระถางได้ โดยเลือกกระถางที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่ ใช้ดินผสมปุ๋ยคอกหรืออินทรียวัตถุเป็นส่วนประกอบ แล้วนำต้นกล้าทาบกิ่งหรือกิ่งตอนมาปลูก ปักหลักผูกยึดให้กิ่งตั้งตรง ตั้งไว้กลางแจ้งหรือในที่ร่มเงาเล็กน้อย เมื่อต้นมีขนาดใหญ่ล้นกระถางจึงย้ายปลูกแปลงกลางแจ้ง หมั่นตัดแต่งให้ทรงพุ่มแผ่กาง จะออกดอกได้ทั่ว
27 กรกฎาคม 2568
วาสนา
วงศ์ : DRACENACEAE ชื่ออื่น : ประเดหวี Fragrant Dracaena ลักษณะ : ไม้พุ่ม สูงได้ถึง 6 เมตร ลำต้นอวบ ฉ่ำน้ำ และแตกกิ่งแขนงได้ดี ใบเดี่ยว เรียงเวียนสลับถี่ที่ปลายยอด รูปขอบขนาน ยาว 30 - 120 เซนติเมตร แผ่นใบหนาเหนียว ขอบใบห่อขึ้นทำให้ตรงกลางเป็นร่อง ใบมีสีเขียวหรือลายด่างสีเหลือง ช่อดอกออกที่ซอกใบ ยาว 45 - 60 เซนติเมตร สีขาวหรือชมพู มีดอกย่อยจำนวนมาก โคนกลีบดอกเป็นหลอดปลายแยกเป็น 6 กลีบ เมื่อบานมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 1 เซนติเมตร ผลกลม เมื่อสุกสีแดง ฤดูดอกบาน : พฤศจิกายน - มกราคม มักออกดอกหลังจากวันที่มีอากาศหนาวมาก ๆ ดอกย่อยบานพร้อมกันหรือทยอยบาน ส่งกลิ่นหอมแรงตลอดวัน การขยายพันธุ์ : ปักชำต้น ปลูกอย่างไรให้สวย : ชอบดินร่วน ระบายน้ำดี แสงแดดรำไรหรือครึ่งวัน สามารถปลูกเป็นไม้กระถางภานในอาคารได้อย่างดี หรือปลูกลงแปลงก็ได้ โดยเลือกต้นที่มีใบหรือแถบสีเหลืองเข้ม จะช่วยเพิ่มความสว่างให้กับพื้นที่นั้นได้ อาจปลูกเป็นกลุ่มหรือเป็นลำเดี่ยวขนาดใหญ่ก็ได้
27 กรกฎาคม 2568
สายหยุด
ชื่อวิทยาศาสตร์: Desmos chinensis Lour. วงศ์ : ANNONACEAE ชื่ออื่น : กล้วยเครือ (สระบุรี) สาวหยุด (ใต้)  ลักษณะ : เป็นไม้รอเลื้อย ขึ้นเป็นซุ้มใหญ่ เลื้อยได้ไกล 5 - 10 เมตร ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปรี ยาว 6 - 14 เมตร ดอกเดี่ยว ออกตรงข้ามใบใกล้ปลายยอด มี 6 กลีบ กลีบดอกโค้งเข้าด้านใน ดอกอ่อนสีเขียว เมื่อบานเปลี่ยนเป็นสีเหลืองหรือสีเหลืองอมส้ม ขนาดของกลีบใกล้เคียงกับรูปแถบ ยาว 3 - 8 เซนติเมตร ก้านดอกผอมบาง ดอกจึงห้อยลง ผลกลุ่ม มีผลย่อย 8 - 15 ผล รูปทรงกระบอกคอดตามรอยเมล็ด เมื่อแก่สีดำมี 2 - 6 เมล็ด ฤดูดอกบาน : เมษายน-ตุลาคม ดอกบานวันเดียวแล้วโรย ส่งกลิ่นหอมแรงตอนเช้าตรู่ แล้วค่อยลดลงจนหมดกลิ่นตอนเที่ยงควรคัดเลือกต้นจากแม่พันธุ์ที่ให้ดอกดก กลีบดอกใหญ่และสีเข้ม หากปลูกจากกิ่งปักชำและกิ่งตอนจะออกดอกเร็วกว่าต้นที่ได้จากการเพาะเมล็ด  การขยายพันธุ์ : เพาะเมล็ด ปักชำ ตอนกิ่ง การใช้งานและอื่นๆ : ปลูกเป็นไม้กระถาง แต่ต้องทำซุ้ม ค้าง หรือแนวรั้วพาดอิง ตัดแต่งทรงพุ่มให้โปร่ง
28 กรกฎาคม 2568
กล้วยไม้
ชื่อวงศ์: ORCHIDACEAE ชื่อพื้นเมือง: เอื้อง (ภาคเหนือ) ลำต้นของกล้วยไม้ไม่มีแก่นและเปลือก เนื้อในเสมอกัน ลำต้นมี 2 ลักษณะ คือ ลำต้นแท้ มีข้อและปล้อง ลำต้นเทียมหรือลำลูกกล้วยไว้สะสมอาหาร มีลำต้นเป็นเหง้า มีข้อและปล้องถี่ รากกลมอวบเป็นเส้นเล็กแข็งหรือแบนราบ มีทั้งรากดิน รากกึ่งดิน รากกึ่งอากาศ และรากอากาศ เป็นใบเลี้ยงเดี่ยวมีลักษณะต่างกันออกไป ส่วนมากแล้วไม่มีส่วนที่เป็นก้านใบชัดเจน สีของใบเป็นสีเขียวสด บางชนิดเป็นสีม่วงคล้ำ บางชนิดก็มีลวดลาย ดอกออกที่ปลายลำต้น ซอกใบหรือข้างลำต้น ดอกเป็นดอกเดี่ยวหรือเป็นช่อ แต่ละดอกมีกลีบเลี้ยง 3 กลีบเรียงสลับกันกับกลีบดอก 3 กลีบ กลีบดอกอันล่างมีลักษณะต่างออกไปเรียกว่ากลีบปากหรือกลีบกระเป๋าไว้สำหรับ ล่อแมลง ก้านเกสรตัวเมียและยอดเกสรตัวเมียเชื่อมติดกันกับเกสรตัวผู้เป็นเส้า เกสรอยู่กลางดอก เกสรตัวผู้อยู่รวมกันเป็นก้อนเป็นกลุ่มเรณู ยอดเกสรตัวเมียอยู่ใต้อับเรณู มีลักษณะเป็นเมือกเหนียว รังไข่อยู่ตรงส่วนของก้านดอก เมื่อได้รับการผสมจะเจริญไปเป็นเมล็ดต่อไป เรียกว่า กล้วยไม้ เพราะมีลักษณะ คล้ายกล้วย ได้แก่เอื้องต่าง ๆ เช่น เอื้องผึ้ง หรือเอื้องคำ ซึ่งมีมากในแถบภาคเหนือของประเทศ  คำ “orchid” นั้น มาจากภาษากรีกหมายความถึงลักษณะโป่งเป็นกระเปาะคล้ายต่อมชื่อนี้ก็คงจะได้มาจากการพิจารณาจากลำลูกกล้วยที่เป็นส่วนของกล้วยบางชนิด  พันธุ์ไม้ในวงศ์กล้วยไม้ มีสภาวะความเป็นอยู่ตามธรรมชาติแตกต่างกัน บางชนิดอยู่บนพื้นดิน อยู่บนต้นไม้ และอยู่บนหินที่มีหินผุและใบไม้ผุ ตกทับถมกันอยู่ ซึ่งจะปรับตัวตามความเหมาะสม ของธรรมชาติแวดล้อม อ้างอิง ออลล์เกษตร https://www.allkaset.com/plant