ไม้ดอกไม้ประดับ

เก๊กฮวย


เก๊กฮวย

ชื่อสามัญ : Chrysanthemum

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Chrysanthemum indicum Linn.

ชื่อวงศ์ : ASTERACEAE

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : เป็นพืชล้มลุกขนาดเล็ก ลำต้นมีขนอ่อนปกคลุม ใบยาวรี ขอบใบจัก ใบสีเขียวอ่อนนุ่มมีขนอ่อน ทั้งกิ่งก้านและใบของเบญจมาศมีกลิ่นฉุนเฉพาะตัว ดอกออกตรงปลายกิ่ง อาจออกเป็นช่อหรือเป็นดอกเดี่ยวแล้วแต่สายพันธุ์ รูปร่างดอก มีกลีบเรียวยาวเรียงซ้อนกันโดยรอบหลายชั้นดอกเบญจมาศมีหลายสี หลายขนาด แต่กลุ่มของดอกเบญจมาศ 2 ชนิด ที่นิยมนำมาทำน้ำเก็กฮวย หรือที่เรียกว่าดอกเก็กฮวย คือ

เก๊กฮวยดอกขาว แบ่งเป็น 2 ชนิด คือ

เก๊กฮวยขาวดอกใหญ่  มีลักษณะทั่วไป คือ ลำต้น ตรง แข็ง เป็นพุ่มใหญ่ ใบมีขนาดใหญ่ สีเขียวเข้ม ก้านใบมีสีม่วงอมเขียว ดอกมีสีขาว ขนาดใหญ่ ขนาดประมาณ 4.7-5 เซนติเมตร กลีบดอกมี 5-6 ชั้น มีกลีบดอกประมาณ 90 กลีบ เมื่อนำมาตากแดด ดอกจะแห้งเร็ว

เก๊กฮวยขาวดอกเล็ก  มีลักษณะทั่วไป คือ ลำต้นตรง เป็นพุ่มเล็ก ลำต้นค่อนข้างอ่อน ดอกมีขนาดประมาณ 4.5 เซนติเมตร เล็กกว่าพันธุ์แรก ส่วนกลีบดอกมีมากกว่าที่ 6-7 ชั้น มีจำนวนกลีบดอกประมาณ 120 กลีบ ส่วนสีดอกมีสีขาวอมสีเนื้อ ดอกเมื่อนำมาต้มจะให้กลิ่นหอมกว่าดอกใหญ่ แต่อาจมีรสขมปนเล็กน้อย

เก๊กฮวยดอกเหลือง มีลักษณะทั่วไป คือ กลีบดอกมีสีเหลือง และให้รสขมมากกว่าพันธุ์ดอกขาวแต่ก็สามารถนำมาใช้ได้เหมือกันและมีสรรพคุณคล้ายกัน

การนำไปใช้ประโยชน์ : ดอกเก๊กฮวยได้รับความนิยมนำมาต้มเป็นน้ำสมุนไพร หรือทำเป็นชาร้อนผสมเก๊กฮวย เนื่องจากมีประโยชน์อยู่หลายประการ

สรรพคุณ : การบริโภคเก๊กฮวยหรือผลิตภัณฑ์จากเก๊กฮวยอาจช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และต้านโรคเบาหวานได้ เพราะสารประกอบในเก๊กฮวยอย่างสารฟีนอลและฟลาโวนอยด์อาจช่วยยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ที่มีผลต่อการดูดซึมน้ำตาลบางชนิด ช่วยลดความเสี่ยงของโรคมะเร็งต่อมลูกหมากได้ เนื่องจากเก๊กฮวยประกอบด้วยสารในกลุ่มฟลาโวนอยด์ที่เชื่อกันว่ามีฤทธิ์ต้านการอักเสบ และยับยั้งการผลิตฮอร์โมนแอนโดรเจนที่มีบทบาทในการควบคุมการเจริญเติบโตของต่อมลูกหมาก

การขยายพันธุ์ : การแยกหน่อ การปักชำ และการเพาะเมล็ด